Blogs

WEB 3.0 คืออะไร? วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน?

Published Date : 2022-11-10

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน การเกิดขึ้นของ “อินเทอร์เน็ต” ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกเทคโนโลยี นวัตกรรมตัวนี้ถูกการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

Web 3.0 คือ แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาสร้างให้เกิดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาไปเช่นกัน จนตอนนี้โลกของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 3 ที่เรียกว่า Web 3.0 แล้ว

Web 3.0 รองรับการทำงานที่ซับซ้อนได้ โดยจะมีระบบ AI ประมวลผล Data แบบอินเตอร์แอ็กทีฟ จึงตอบโต้ได้ทั้งเครื่องจักรและมนุษย์ และเมื่อไม่มีใครควบคุมการใช้ข้อมูลได้ เว็บก็จะไม่ถูกจำกัดการใช้งานหรือถูกควบคุม (Monopoly) ไม่ว่าจะโดยบุคคลหรือองค์กร

ย้อนวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต

Web 1.0 (ปี 1989-2005) Web 1.0 เป็นอินเทอร์เน็ตในยุคแรก ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมในช่วงยุค 90 โดยอินเทอร์เน็ตในยุคนี้ จะเป็นเว็บไซต์ที่ตอบสนองทางเดียว หรือที่เรียกกันว่า Static Web ไม่มีการเชื่อมต่อกับ Database ไม่สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้ การท่องเว็บในยุคแรกนั้น จึงเป็นเหมือนการอ่านหนังสือ ที่สามารถเข้าไปอ่านได้เท่านั้น ทำให้ในช่วงนั้น การสร้างเพจ หรือการแสดงความคิดเห็นต่อคอนเทนต์ไม่เกิดขึ้น นอกจากนั้นแล้ว Web 1.0 ยังไม่มีอัลกอริทึม ในการเปลี่ยนไปหน้าต่าง ๆ หรือเพจอื่น ๆ ทำให้เป็นเรื่องยากมา ๆ ที่คนจะเข้าไปค้นหา แล้วเจอข้อมูลที่ต้องการ

ยุคข่าวสาร ช่วง พ.ศ. 2530 – พ.ศ. 2550 Sample Web 1.0 : Hunsa, Siam2you, Taklong, Racingweb,net

• Consumer Behavior : เข้ามาใน Internet เพื่อหาข้อมูล ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ลงประกาศซื้อ/ขายของ • Interface : คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และ Notebook • Community : กระดานข่าว หรือเว็บบอร์ดต่างๆ • Network Effect : ซื้อขายของ / รวมคนที่มี Interest เรื่องเดียวกัน • Creator Monetization : ส่วนใหญ่เป็นการขาย Placement ใน Website ตัวเอง เช่นขาย Banner • Infrastructure : เป็น Open protocol ที่เปิดให้ทุกคนใช้งานต่อยอดได้ง่าย แค่หาเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลแล้วจดโดเมนชี้มาที่บ้านเช่า

Web 2.0 (ปี 2005-ปัจจุบัน) Web 2.0 หรือ Social Web นับเป็นยุคที่เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งธุรกิจที่เรียกว่า Startup เกิดขึ้นมา ทั้ง Facebook, Youtube, Wikipedia และอีกมากมาย ด้วยการพัฒนาไปของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบ มีปฏิสัมพันธ์กันได้บนเว็บ มีการเชื่อมต่อกับ Database ทำให้สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้บนเว็บได้

อินเทอร์เน็ตในยุคนี้ทำให้เกิดขึ้นเป็นสังคมอีกหนึ่งแห่งบนโลกออนไลน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Social media คอมมูนิตี้ที่คนสามารถโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น สร้างคอนเทนต์ และสามารถแชร์ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม หรือข้ามแอปพลิเคชันกันได้อีกด้วย

ยุคเชื่อมต่อช่วง พ.ศ. 2550 – พ.ศ. 2563 Sample Web 2.0 : Facebook, Youtube, Twitter, Lazada และ Mobile App อื่นๆ

• Consumer Behavior : เข้ามาเพื่อเชื่อมต่อกับเพื่อนที่รู้จักกันในโลกความจริง และเจอเพื่อนใหม่ๆ • Interface : Notebook ไปถึง Mobile Application • Community : Page, Group หรือ Chat Room • Network Effect : เชื่อมต่อกับเพื่อน, ทำธุรกิจซื้อ/ขาย แลกเปลี่ยน • Infrastructure : เป็น Close Platform ที่เปิดให้ทุกคนสมัครสมาชิกใช้งานได้โดยง่าย แต่คอนเทนท์ และข้อมูลต่างๆทางคนกลางเป็นเจ้าของเราไม่สามารถดึงมาเก็บไว้ได้เอง (นึกภาพคุณเป็นเจ้าของเพจ ที่ไม่สามารถดึงข้อมูล ชื่อ นามสกุล อีเมล์ เบอร์โทร ของ Followers เราออกไปใช้ที่ Platform อื่นได้

Web 3.0 (ยังไม่เกิดขึ้น ?)
Web 3.0 มีการคาดการณ์ไว้ว่า จะเป็น The Next Era of the Internet ที่จะมีความอัจฉริยะมากขึ้น สามารถทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติ และยุคนี้เองที่จะทำให้เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning (ML), Big Data, AI, Blockchain และเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่น ๆ สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และวิวัฒนาการไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ยุคกระจายศูนย์ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 25XX Sample Web 3.0 application : dTube (แทน Youtube), audius (แทน Spotify) arweav (Cloud Storage ต่างๆ),

• Consumer Behavior : เข้ามาเพื่อสร้างตัวตนเสมือนจริง หารายได้จากทรัพย์สินดิจิตอล • Interface : ยังผ่านคอมพิวเตอร์และ Mobile บ้างแต่มีแนวโน้มจะมุ่งไปที่ Wearable Devices ต่างเช่น VR glass • Community : การเล่น Game แบบ Play to Earn, การแลกเปลี่ยน Digital Token ต่างๆ • Network Effect : เชื่อมต่อกับเพื่อน, ลงทุน, ทำธุรกิจ • Infrastructure : เป็น Decentralize Platform ที่ถูกสร้างอยู่บน Blockchain Technology

รู้จัก Web 3.0 ด้วย 4 Key Features

Ubiquity: คำว่า Ubiquity หมายถึง การมีความสามารถในการอยู่ทุก ๆ ที ทุก ๆ แห่ง ในเวลาเดียวกัน หรือมีอีกหนึ่งคำที่ใช้เรียกกัน คือ Omnipresent หรือไปทั่วทุกหนทุกแห่งในเวลาเดียวกัน

คำนี้ใช้อธิบายได้ทั้ง Web 2.0 และ 3.0 โดยในยุคปัจจุบันที่เป็น Web 2.0 มีการใช้คำนี้แล้ว ตัวอย่างเช่น การใช้งาน Facebook ที่ผู้ใช้สามารถแชร์ภาพ วิดีโอ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ทันทีจากทุกที่ เพียงแค่มีบัญชีบน Facebook และเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคต่อไปที่เป็น Web 3.0 สิ่งต่าง ๆ ก็จะก้าวหน้ามากขึ้น เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา การเชื่อมต่อสิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปได้เร็วขึ้น และต่อไปการเชื่อมต่ออุปกรณ์อย่าง IoT ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อมผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเหมือนกับ Web 2.0 อีกต่อไป

Semantic Web: ตามที่กล่าวไปข้างต้น Semantic Web คือคำนิยามจากปากของผู้คิดคิด World Wide Web ที่ว่า Web 3.0 จะเป็นอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ที่สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ คล้ายมนุษย์ ฉลาดมากขึ้น และรองรับเทคโนโลยีอัจฉริยะได้

ซึ่งคำว่า Semantic ในภาษาศาสตร์นั้น คือ การศึกษาด้านความหมาย ความสัมพันธ์ของคำ วลี หรือประโยคกับความหมาย ตัวอย่างเช่น คำว่า 1. I love Bitcoin และ 2. I <3 Bitcoin ซึ่งหากมองด้าน Syntax หรือไวยากรณ์จะพบว่า คำที่ 2 ไม่สามารถตีความหมายได้ แต่ในทาง Semantic ทั้งสองคำนั้นมีความหมายเดียวกัน

ดังนั้น การประยุกต์ศาสตร์ด้าน Semantic ลงบนเว็บจะทำให้ความสามารถในการวิเคราะห์ การทำงาน การถอดโค้ด และอื่น ๆ จะมีความอัจฉริยะมากขึ้น และจะช่วยให้ผู้ใช้งานได้พบกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าในการท่องโลกอินเทอร์เน็ต

Artificial Intelligence หรือ AI: AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่หลายคนมองว่า เมื่อเข้าสู่ยุคของ Web 3.0 AI จะสามารถอ่าน และถอดความหมาย รวมถึงอารมณ์ ได้จากชุดข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ซึ่งจะทำให้เครื่องมือต่าง ๆ มีความอัจฉริยะมากขึ้น

ถึงแม้ว่าในยุค Web 2.0 นี้ จะมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วก็ตาม แต่ในโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว คน ยังเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักที่คอยดำเนินการต่าง ๆ อยู่ข้างหลัง ตัวอย่างเช่น การรีวิวบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่คนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทั้งด้านดี และด้านลบ รวมทั้งสามารถใส่ข้อมูลเท็จลงไปได้ ทำให้ผู้ให้บริการต่าง ๆ ต้องคอยว่าจ้างคนหลายกลุ่มให้เข้ามารีวิวผลิตภัณฑ์ไปในทางที่ดี สิ่งนี้เองทำให้อินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาไป โดยนำเอา AI เข้ามาคัดแยกข้อมูลรีวิวที่เป็นด้านลบ หรือข้อมูลเท็จออก และเพิ่มเฉพาะข้อมูลที่เชื่อถือได้ลงไป

อย่างเช่น ระบบ AI ของ Google ที่ไปลบรีวิวด้านลบกว่า 100,000 รีวิวของแอปฯ Robinhood ออกจาก Play Store ซึ่งนับเป็นอีกก้าวของ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคของ Web 3.0 และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูก AI คัดกรอง และช่วยลดความลำเอียง (Bias) ของการให้ข้อมูลที่เกิดจากคนได้

Spatial Web และ 3D Graphics: มี Futurists หลายคนมองว่า Web 3.0 เป็น Spatial Web เนื่องจาก มันจะเข้ามาปิดช่องว่างระหว่างโลกดิจิทัล กับโลกจริงลง โดยการปฏิวัติเทคโนโลยีด้านกราฟิก ให้สามารถออกแบบ และสร้างโลก 3D เสมือนจริงขึ้นมาได้ และโลก 3D นี้จะไม่ได้เข้ามาเฉพาะรูปแบบของเกมที่ใครหลายคนกำลังให้ความสนใจ แต่จะมาในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ และสามารถพัฒนาไปสู่ด้านสุขภาพ และ E-Commerce ได้ด้วยเช่นกัน

การก้าวเข้าสู่ยุค Web 3.0

ยังเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก หากจะบอกว่าตอนนี้โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะคนได้หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Cutting-Edge Technology) กันอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่า เรากำลังก้าวออกจากยุคของ Web 2.0 ทีละเล็กน้อย เทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มพัฒนาไปอย่างก้าวหน้ามากขึ้น มีการเกิดขึ้นของคำศัพท์ใหม่ ๆ มากมาย ที่บ่งบอกได้ว่า ยุคอินเทอร์เน็ตแบบ Web 3.0 คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่มนุษย์จะพัฒนาไปได้

กล่าวโดยสรุป Web 3.0 ยังเป็นแนวคิดของรูปแบบเว็บไซต์ในอนาคต แต่ด้วยพัฒนาการสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะสามารถนำมาปรับใช้เป็นพื้นฐานในการสร้าง Web 3.0

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.beartai.com/feature/946550

https://shorturl.asia/lexzs

https://www.moneybuffalo.in.th/cryptocurrency/web-3-0-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3

https://nfteasy.co.th/glossary/what-is-web3